แหล่งท่องเที่ยว
     
บ่อเหล็กน้ำพี้


     ประวัติความเป็นมาบ่อเหล็กน้ำพี้
          จังหวัดอุตรดิตถ์อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครโดยทางรถไฟ ประมาณ 485 กิโลเมตร ส่วนรถยนต์ประมาณ 490 กิโลเมตร การเดินทางเข้าไปบ้านน้ำพี้จนถึงโบราณสถานบ่อเหล็กน้ำพี้ มีด้วยกันหลายเส้นทางคือ
          เส้นทางที่ 1 ออกจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ไปทางโรงพยาบาลเอกชนอุตรดิตถ์ผ่านบ้านบุ้งวังงิ้ว ตำบลป่าเซ่า บ้านป่ากล้วย บ้านป่าขนุน ตำบลคุ้งตะเภา อำเภอเมือง แล้วเลี้ยวขวามือตรงข้ามปั๊มน้ำมันเชลล์ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1047 ป่าขนุน - วังผาชัน ประมาณ 20 กิโลเมตร ผ่านบ้านบ่อพระ บ้านหนองปล้อง บ้านเด่นกระต่าย ตำบลผาจุก อำเภอเมือง ตามลำดับ แล้วเข้าเขตอำเภอทองแสนขัน ที่บ้านหนองหิน ซึ่งเป็นหมู่ที่ 6 ของตำบลน้ำพี้ บ้านป่าไม้เนินสะอาด หมู่ที่ 7พอเข้าบ้านน้ำพี้หมู่ที่ 2 ให้เลี้ยวขวามือแล้วเข้าไปทางวัดน้ำพี้ หมู่ที่ 1 อีกประมาณ 3 กิโลเมตร จะถึงบริเวณที่เรียกว่าบ่อเหล็กน้ำพี้ ซึ่งตลอดเส้นทางจนมาถึงวัดบ้านน้ำพี้เป็นทางลาดยาง ตั้งแต่เส้นทางวัดน้ำพี้ถึงบ่อเหล็กเป็นคอนกรีต สองข้างทางยังเป็นป่าอยู่ มีบ้านเรือนตั้งอยู่ห่างกันเป็นระยะ ๆ และมีร้านค้าจำหน่ายวัตถุมงคล ทั้งดาบน้ำพี้ ลูกประคำ พระเครื่อง และสิ่งที่ทำด้วยแร่เหล็กน้ำพี้ต่าง ๆ อยู่ประปราย
          เส้นทางที่ 2 เริ่มต้นออกจากตัวเมืองประจำทางหลวงหมายเลข 1203 ผ่าน ตำบลป่าเซ่า ตำบลหาดกรวด อำเภอเมือง แล้วเลี้ยวซ้ายมือที่ป้อมตำรวจตำบลป่าคาย เข้าสู่บ้านหนองกอก บ้านไร่ห้วยพี้จนถึงบ้านนาลับแลง จะมี 2 ทางแยก ถ้าแยกทางซ้ายมือ ก็เข้าเขตบ้านน้ำพี้ หมู่ที่ 4 แล้วต้องเลี้ยวเข้าวัดบ้านน้ำพี้ จึงจะถึงบ่อเหล็กน้ำพี้ ซึ่งเส้นทางเป็นลาดยางสะดวกต่อการเดินทางเป็นอย่างมาก
          สภาพทั่วไปของบ่อเหล็กน้ำพี้
          ส่วนที่ 1 คือบริเวณทางด้านขวา เป็นบริเวณที่มีบ่อเหล็กอยู่หลายบ่อ แต่บ่อที่ใหญ่ที่สุดสามารถเห็นได้ชัดเจนมีอยู่ 2 บ่อ คือ บ่อพระแสง และบ่อพระขรรค์บ่อพระแสงเป็นบ่อที่มีคุณภาพของเนื้อเหล็กดีกว่าบ่ออื่นๆ ที่สุด มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 20 เมตร ลึก 10 เมตร ซึ่งบ่อพระแสงนี้ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปเอาเหล็กน้ำพี้ไปใช้ประโยชน์อะไรเลย เพราะเชื่อกันว่า มีเจ้าที่เฝ้าประจำและหวงแหนอยู่ ถ้าใครจะเอาเหล็กน้ำพี้จากบ่อพระแสงแห่งนี้ไปทำอะไรก็ตาม จะต้องมีการเซ่นไหว้ สักการะขออนุญาตเสียก่อนทุกครั้งมิฉะนั้นจะเกิดโทษแก่ตัวเอง แม้กระทั้งวันนี้ก็ยังปรากฏว่าต้องทำพิธีขออนุญาตเสียก่อน
          ส่วนบ่อพระขรรค์มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 เมตร ลึก 7 เมตร การเรียกชื่อบ่อทั้งสองนี้ก็เนื่องมาจากในสมัยโบราณนายช่างที่เป็นผู้สร้างพระแสงดาบถวายแด่พระมหากษัตริย์ จะต้องนำเอาเหล็กน้ำพี้จากบ้านน้ำพี้อย่างเดียวไปถลุงทำเป็นแสงดาบ จึงได้เรียกชื่อบ่อนี้ว่า บ่อพระแสง ส่วนบ่อพระขรรค์ เข้าใจว่าเป็นบ่อที่มีการนำเอาเหล็กจากบริเวณ -2- นั้นไปถลุงทำเป็นพระขรรค์ ถวายพระมหากษัตริย์เช่นกัน จึงเรียกว่า บ่อพระขรรค์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งปัจจุบันนี้ชาวบ้านได้ทำรั้วล้อมไว้อย่างมั่นคงและสวยงาม
          ส่วนที่ 2 คือบริเวณทางด้านซ้ายซึ่งเป็นด้านทางเข้า จะเป็นบริเวณที่ตั้งศาลของเจ้าพ่อบ่อเหล็กน้ำพี้ ซึ่งมีอยู่ 3 ศาลด้วยกัน แต่ศาลที่เป็นที่สิงสถิตดวงพระวิญญาณของเจ้าพ่อบ่อเหล็ก คือ ศาลที่ทำด้วยหินอ่อนอยู่ทางตอนบนสุด ซึ่งมีขนาดใหญ่และกว้างขวางมาก ผู้คนที่ไปท่องเที่ยวจะมากราบไหว้สักการบูชาที่ศาลแห่งนี้ เป็นอันดับแรก ถ้าใครมาแล้วแต่ไม่ได้ขึ้นไปชมที่ศาล ถือว่ายังมาไม่ถึงบ่อเหล็กน้ำพี้

     ศาลเจ้าพ่อพระแสงพระขรรค์
          ศาลนี้ มีรูปปั้นของเจ้าพ่อบ่อเหล็กน้ำพี้ถึง 3 องค์ คือ ด้านขวา เป็นรูปปั้นของเจ้าพ่อบ่อพระแสง องค์กลาง เป็นรูปปั้นของเจ้าพระบ่อพระขรรค์ และองค์สุดท้ายที่อยู่ด้านซ้ายนั้นเป็นรูปของนายสุข
          นอกจากนี้ด้านหลังรูปปั้นของเจ้าพ่อทั้ง 3 ยังมีภาพถ่ายซึ่งเป็นของจริงชาวบ้านเชื่อว่าเจ้าพ่อแห่งบ่อเหล็กน้ำพี้ ปรากฏกายให้เห็นเป็นภาพถ่ายคือเมื่อ พ.ศ. 2535 ของนางสาวดวงดาว เนียมท่า-เสา ขณะนั้นอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ่อทองวิทยา ซึ่งได้ถ่ายที่บริเวณบ่อเหล็กน้ำพี้ เพื่อนำไปประกอบการทำรายงาน มีนักเรียนไปกัน 3 คน อีก 2 คนกำลังเก็บแร่เหล็กอยู่ใต้ต้นไม้ ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นคนถ่ายภาพเมื่อนำฟิล์มไปล้างปรากฏว่ามีสิ่งที่มองไม่เห็นในขณะถ่านภาพติดมาด้วย ซึ่งภาพเป็นรูปของผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดสีแดงแต่งกายคล้ายคนสมัยโบราณ กำลังยืนมองเด็กนักเรียนที่นั่งเก็บแร่กันอยู่ ชาวบ้านจึงสันนิษฐานว่า เป็นเจ้าพ่อบ่อเหล็กน้ำพี้สำแดงอภินิหารปรากฏกายให้เห็น
          ส่วนบริเวณทั่วๆ ไป เต็มไปด้วยต้นไม้ที่สามารถให้ความร่มเย็น ซึ่งคล้ายกับสวนสาธารณะ เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องของโบราณ หรือผู้ที่ต้องการความสงบ หวังมาพักผ่อนเพื่อคลายความเครียดได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นสถานที่ที่ยังคงสภาพของป่าเอาไว้ ซึ่งไม่มีเสียงอึกทึกรวบกวนมากมาย จะมีแต่เพียงเสียงนกกา เสียงใบไม้ไหวที่เกิดจากลมพัด แต่ในปัจจุบันนี้ สถานที่นี้มีความเจริญทางด้านสาธารณูปโภค ทำให้ผู้คนที่แวะเข้ามาชมได้รับความสะดวกสบายทั้งเรื่อง น้ำ ไฟ และสุขา นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายขอที่ระลึก อยู่ในศาลาในบริเวณนั้นด้วย

     ตำนานเล่าขานเจ้าพ่อบ่อเหล็กน้ำพี้
          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ได้มีนายพรานล่าสัตว์คนหนึ่ง ชื่อนายพรานแสง อาศัยอยู่ในป่า (บริเวณใกล้ๆ กับบ่อเหล็กน้ำพี้) อยู่มาวันหนึ่ง ได้มีพระราชาองค์หนึ่งไม่ปรากฏพระนาม พระราชาองค์นี้ ชาวบ้านเชื่อกันว่า มีพระราชวังอยู่ที่ทุ่งกะโล่ (เขตอำเภอเมืองจังหวัดอุตรดิตถ์ เนื่องจากมีชาวบ้านขุดค้นพบโบราณวัตถุได้หลายชิ้น) ได้เสด็จประพาสป่าเพราะได้ทราบข่าวว่ามีช้างงานิล -3- (ช้างที่มีงาเป็นสีดำ) อยู่เชือกหนึ่ง อาศัยอยู่ที่บริเวณป่าแห่งหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันนี้บริเวณนั้นเรียกว่า บ้านดงช้างดี (เขตอำเภอตรอน) พระราชาพร้อมด้วยเหล่าทหาร เสนาอำมาตย์น้อยใหญ่ต่างๆ ได้ออกเดินทางเพื่อจับช้างงานิลเชือกนี้ แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบมีแค่รอยเท้าเก่าๆ ของช้างเท่านั้น เลยแยกทางกันออกค้นหาช้างตัวนั้น พระราชาเดินออกค้นหาไปทางทิศตะวันออก จึงทำให้เกิดพลัดหลงกับพวกเสนาอำมาตย์อยู่หลายวัน พระราชาเดินเข้าไปในป่าเรื่อย ๆ ได้มาพบกระท่อมหลังหนึ่งซึ่งเป็นของนายพรานแสง จึงได้ขอพักอาศัยค้างคืน ณ ที่กระท่อมแห่งนั้น นายพรานแสงได้ต้อนรับเป็นอย่างดี ตามอัธยาศัยของคนชนบท ทำให้พระราชาพอพระทัยและคุยถูกคอเป็นยิ่งนัก โดยที่นายพรานแสงไม่ได้รู้เลยว่าเป็นพระราชา ส่วนพระราชาก็ได้รับนายพรานแสงไว้ในฐานะเป็นพระสหาย
          ครั้นพอรุ่งเช้า บรรดาเหล่าเสนาอำมาตย์ได้ตามหาพระราชาจนได้มาพบเข้าพระองค์จึงทรงเล่าเรื่องรางต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ให้นายพรานสงได้รู้ ทำให้นายพรานแสงตกตลึงด้วยความคาดไม่ถึง และก่อนที่พระราชาจะกลับได้รับสั่งกับนายพรานแสงว่า ถ้ามีโอกาสให้ไปเยี่ยมเยือนบ้าง
          ต่อมา นายพรานแสงได้ออกไปล่าสัตว์ บริเวณใกล้ ๆ กับบ่อเหล็กน้ำพี้ แต่พอเดินมาได้ไม่นานนัก นายพรานแสงก็เกิดปวดท้องถ่ายอุจจาระขึ้นมา จึงหาที่เพื่อนั่งถ่ายอุจจาระที่บริเวณใกล้ ๆ ซึ่งเป็นเนินเล็ก ๆ และมีขอนไม้ นายพรานแสงจึงขึ้นไปนั่งถ่ายอุจจาระบนขอนไม้นั้น โดยเอาปืนวางพิงไว้อีกที่หนึ่ง ในขณะนั้นเอง ได้มีวัวป่าตัวหนึ่งเดินผ่านมาหากินใกล้ ๆ กับบริเวณที่นายพรานแสงนั่งอุจจาระอยู่ ครั้นจะลุกไปหยิบปืนก็ไม่ทัน กลัววัวป่าตัวนั้นจะตกใจหนีไปเสียก่อน ไ ม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงหยิบเอาก้อนหินก้อนหนึ่ง ซึ่งอยู่บริเวณใกล้ ๆ มือขว้างใส่วัวป่าตัว ซึ่งอยู่ห่างประมาณ 2 วาเศษ ๆ ถูกที่สีข้างของวัวตัว ทะลุ ทำให้วัวตัวนั้นล้มลงขาดใจในที่สุด นายพรานแสงเห็นเป็นเช่นนั้น ก็เกิดความประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นวัวป่าล้มลงขาดใจตายต่อหน้าต่อตา จึงนำก้อนแร่นั้นใส่ถุงย่ามนำกลับไปบ้านด้วย
          อยู่ต่อมา นายพรานแสงก็ได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่ทำนาอยู่ที่นั่นเรื่อยมา ก็ได้มีเพื่อนเก่าที่สนิทกันอีกสองคนมาหา ชื่อว่านายขัน และนายสุข แล้วนายแสงก็เรื่องทั้งหมดให้เพื่อนทั้งสองฟัง ทั้งสองเห็นเป็นอัศจรรย์เช่นนั้น จึงคิดขึ้นมาว่าหินก้อนนี้ไม่ใช่หินธรรมดาเป็นแน่แท้ จึงเอาหินก้อนนั้นขึ้นมาพิจารณา เห็นว่ามีแร่เหล็กผสมอยู่มาก จึงปรึกษากันว่า ควรจะนำเอาแร่มาถลุงแล้วหลอมให้เป็นมีดเอาไว้ใช้เพราะเคยเห็นคนในเมืองเขาทำกัน ดังนั้นทั้งสามจึงได้ ช่วยกันตีเหล็กจนเป็นมีดโต้ได้สำเร็จ
          หลายปีผ่านไป นายพรานแสงเกิดนึกถึงสหายของตนที่เป็นพระมหากษัตริย์จึงปรึกษากันว่าจะไปเยี่ยมเยือนนั้น น่าจะมีอะไรติดไม้ติดมือไปฝากบ้าง จึงนำมีดโต้ซึ่งจากเหล็กน้ำพี้ไปฝาก -4- เมื่อทั้งสามคนไปถึงพระราชวัง เหล่าทหารและมหาดเล็กไม่ยอมให้เข้าเฝ้า แต่ด้วยความตั้งใจของนายพรานแสงจึงเข้าไปจนได้ พอดีกับที่พระมหากษัตริย์ทอดพระเนตรเห็นเข้า ก็ทรงจำได้ว่าเป็นพระสหายเก่า จึงทรงรับสั่งให้เข้าเฝ้าได้ เมื่อเข้าเฝ้าแล้วก็ได้สนทนาปราศรัยพอสมควร นายพรานแสงได้เอ่ยขึ้นว่า การมาเยี่ยมเยือนในครั้งนี้ไม่มีอะไรมาฝากมีแต่เพียงมีดโต้เล่มเดียวฝ่ายพระราชาจึงได้ตรัสว่า เอามาทำไม มีดในวังในคลังหลวงมีเยอะแยะมากมาย ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้มีด ขอให้นำกลับไปใช้ที่บ้านเกิด จึงไม่ยอมรับไว้ เพราะพระองค์คิดว่าเป็นเพียงมีดโต้ธรรมดา เมื่อนายพรานแสงได้ยินพระราชาตรัสเช่นนั้น จึงเกิดความโกรธพระราชาผู้เป็นสหายของตนเป็นอันมาก และด้วยความเสียใจจึงทูลลากลับแล้วถือมีดโต้นั้นลาออกไปตามท้องพระโรงด้วยอานุภาพแห่งเหล็กน้ำพี้จึงทำให้ท้องพระโรงแยกออกเป็นสองส่วนตามรอยมีดนั้น
          ครั้นเมื่อพระราชาเสด็จออกมาก็ทรงเห็นพื้นท้องพระโรงแยกออกเป็นสองส่วน จึงสอบถามได้ความว่า เกิดจากคมมีดของนายพรานแสง พระราชาจึงทรงรับสั่งให้อำมาตย์ไปตามนายทั้งสามกลับมาเข้าเฝ้าและให้นำมีดโต้นั้นมาด้วย แต่ทว่าช้าไปเสียแล้วเพราะนายพรานแสงได้โยนมีดโต้นั้น ทิ้งลงไปในบ่อน้ำ ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจพระราชา ทำให้หนองน้ำนั้นกลายเป็นวังน้ำวน พระราชาจึงสั่งให้ทหารและมหาดเล็กลงไปงมหา ด้วยความคมของมีดและเนื่องจากด้ามมีดปักลงไปกลางน้ำ ทำให้ด้านสันคมตั้งขึ้น จึงไม่มีทหารคนใดรอดชีวิตขึ้นมาได้เลย
          พระราชาจึงทรงรับสั่งให้ไปตามนายพรานแสง กลับมาเอามีดโต้นั้นขึ้นมาจากน้ำ ซึ่งก็สามารถตามนายพรานแสงมาจนได้ และด้วยการบอกกล่าวของนายพรานแสง จึงทำให้มีดนั้นหยุดหมุน หนองน้ำจากที่เป็นน้ำวนก็กลายเป็นปกติทันตาเห็น จึงสามารถลงไปเอามีดขึ้นมาได้ และเนื่องจากมีทหารที่ตายด้วยคมมีดไป 3,000 คน จึงเรียกหนองน้ำนั้นว่า วังสามพัน มาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อพระราชาได้มีดมแล้ว ก็ทรงพอพระทัยเป็นยิ่งนักและได้นำมีดโต้นั้นไปให้ช่างตีทำเป็นพระแสงประจำกายพระองค์ และก็ทรงชักชวนให้นายพรานทั้งสามอยู่รับราชการด้วยกัน แต่ทั้งสามคนปฏิเสธเพราะเห็นว่าตนเป็นคนไม่มีความรู้อะไร จึงขอกลับมาใช้ชีวิตอยู่ตามอัตตภาพจนสิ้นชีวิต โดยไม่ปรากฏว่ามีครอบครัวแต่อย่างใด และด้วยวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของท่านจึงได้มาสถิตอยู่ในบริเวณบ่อเหล็กน้ำพี้แห่งนี้ ชาวบ้านจึงให้ความเคารพนับถือกันมาก จึงเรียกขนานนามว่า เจ้าพ่อบ่อเหล็กน้ำพี้ หรือ เจ้าพ่อบ่อพระแสง และชาวบ้านพร้อมใจกันสร้างศาลเพื่อเป็นที่สถิตดวงวิญญาณของท่านมาจนทุกวันนี้ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เหล็กน้ำพี้จึงเป็นเหล็กที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักเลื่องลือกันทั่วไป
          ทำไมคนบ้านน้ำพี้และคนไทยที่เชื่อถือเรื่องของเหล็กน้ำพี้
          แม้เพียงหยิบก้อนแร่เล็ก ๆ ขึ้นมาจากดินเพียงก้อนเดียวก็ต้องยกมือไหว้แล้วออกปากขอทั้ง ๆ ที่มองไม่เห็นว่าใครเป็นเจ้าของ เท่านี้ยังคงไม่เพียงพอสำหรับการที่จะเชื่อ จึงขอนำตำนาน ประสบการณ์ อภินิหาร ความลี้ลับ มากล่าวโดยสรุปดังต่อไปนี้
          เหล็กล้างอาถรรพ์ เหล็กน้ำพี้เมื่อตีเป็นอาวุธหรือของใช้ต่าง ๆ เนื้อเหล็กจะมีความเหนียวและอ่อน สามารถงอได้ตามต้องการ เพื่อที่จะซุกซ่อนไม่ให้ศัตรูมองเห็น และหากฟาดฟันไปต้องร่างของผู้ใด แม้ผู้นั้นจะเป็นผู้มีวิชาอาคมสูงถึงขนาดอยู่ยงคงกระพันฟันแทงไม่เข้า แต่หากโดนคมดาบน้ำพี้เข้าแล้ว ความเหนียวความคงกระพันที่เคยมีก็กลับต้องสูญสลายไปอย่างหมดสิ้น อานุภาพของดาบน้ำพี้นี้กล่าวกันว่า ไม่เฉพาะจะล้างอาถรรพ์กับผู้มีวิชามนต์คาถาเท่านั้น แม้แต่จิตวิญญาณหรือภูตผีปีศาจก็ยังเกรงกลัว
          อานุภาพจากก้อนแร่เหล็ก นางจำรัส เชื้อนพคุณ ชาวบ้านน้ำพี้เล่าว่า หลานชายรับราชการทหารอยู่ที่จังหวัดน่าน อันเป็นดินแดนที่เคยมีผู้ก่อการร้ายชุกชุมมากวันหนึ่ง ขณะที่หลานชายของนางจำรัส ออกลาดตระเวนกับเพื่อนทหารด้วยกัน ได้เกิดปะทะกับผู้ก่อการร้าย ถูกถล่มรอดมาได้อย่างอัศจรรย์ ทั้ง ๆ ที่โดนกระสุนปืนและสะเก็ดระเบิดจนเสื้อผ้าขาด แต่เนื้อตัวกลับไม่มีบาดแผลอะไร นางจำรัสเชื่อว่า ที่หลานชายแคล้วคลาดปลอดภัยมานั้น เป็นเพราะอานุภาพของก้อนเหล็กน้ำพี้ ที่มอบให้และนำติดตัวไว้เป็นประจำเพียงอย่างเดียว นางจำรัสจึงเชื่อว่า แร่เหล็กน้ำพี้ มีความศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ รวมทั้งชาวบ้านคนอื่น ๆ ก็เชื่ออย่างนี้ทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางไปไหนไกล ๆ ถ้าพกพาแร่เหล็กน้ำพี้ติดตัวไปด้วยเสมอ จะแคล้วคลาดปลอดภัยทุกครั้ง
          สับด้วยมีด พระอธิการเจียน ปุณณธัมโม เจ้าอาวาสวัดน้ำพี้เล่าว่า ได้แจกวัตถุมงคลให้กับชาวบ้านไปมากมาย ล้วนทำด้วยแร่เหล็กน้ำพี้ วันหนึ่ง โยมจากสุโขทัยมาขอวัตถุมงคลเพิ่มเติม และเล่าว่าเขาเป็นพ่อค้าขายหมู บังเอิญทะเลาะกับเพื่อนพ่อค้าหมูด้วยกันและโดนสับด้วยมีด แต่มีดที่คมกริบนั้นไม่ระคายผิวของเขาเลย คู่ทะเลาะวิวาทเห็นว่าเขาหนังเหนียวฟันไม่เข้า เลยตกใจวิ่งหนีไปเรื่องจึงสงบลง
          ลำแสงประหลาด เกี่ยวกับอภินิหาร หรือความอาถรรพ์ของแร่เหล็กน้ำพี้และบ่อเหล็กน้ำพี้นั้น ประชาชนในย่านตำบลน้ำพี้และในเขตหมู่บ้านใกล้เคียง มีความเชื่อถือว่า บ่อเหล็กน้ำพี้รวมทั้งเจ้าพ่อบ่อเหล็ก มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ไม่มีใครกล้าไม่มีใครบังอาจล่วงเกินอย่างเด็ดขาด เพราะส่วนใหญ่มักจะได้เจอดีถ้าคิดอยากลองดีเสมอ ๆ และได้เห็นจริงกันมาแล้วทุกยุคทุกสมัย ที่บ่อเหล็กน้ำพี้แห่งนี้ วันดีคืนดีก็จะเกิดมีลำแสงประหลาดลุกโชนสว่างไสว ผุดขึ้นบริเวณบ่อเหล็ก ลำแสงจะพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดนานประมาณ 2-3 นาที บางคราวลำแสงก็พุ่งไปตามยอดเขาสูง ๆ ในแถบนั้น
          เสือลายพาดกลอน บ่อยครั้งที่ชาวบ้านในละแวกนั้น ออกไปทำไร่ ทำนาต้องเดินผ่านศาลเจ้าพ่อ มักได้พบเสือตัวใหญ่ลายพาดกลอน หยุดยืนขวางทางนิ่งเฉยอยู่ บ้างดินผ่านเส้นทาง แล้วกระโจนหายเข้าไปในบ่อเหล็กน้ำพี้ เป็นที่น่าหวาดเสียวกันอยู่ทั่วไป แต่ไม่เคยมีปรากฏว่าชาวบ้านหรือสัตว์เลี้ยงถูกเสือทำอันตราย ชาวบ้านต่างรู้กันดีกว่า นั่นไม่ใช่เสือธรรมดา แต่เป็นพาหนะของเจ้าพ่อบ่อเหล็กน้ำพี้ หรือ”พ่อเลี้ยง”
          ว่ายน้ำบนบก มีเรื่องเล่า มีชายคนหนึ่งมีอายุครบบวชเรียน แต่ยังไม่ได้บวชคุณตาของชายหนุ่มเคยบอกว่า ควรไปหาแร่เหล็กน้ำพี้มาติดตัวไว้ เพราะจะป้องกันเภทภัยอันตรายได้ ชายหนุ่มได้พยายามดั้นด้นไปจนถึงบ่อเหล็กน้ำพี้ เมื่อถึงที่หมายแล้ว ก็เลือกได้ก้อนแร่สีดำเกลี้ยง ผิงเป็นมันออกสีเขียวปนแดงเล็กน้อย ก้อนโตขนาดผลมะกอก น้ำหนักผิดจากหินธรรมดาทั่วไป มั่นใจว่าต้องใช่แร่เหล็กน้ำพี้แน่ จับได้กระชับมือจึงนำติดตัวไปทั่วทุกทิศ แล้วฝนก็ตกลงมาอย่างหนักชนิดไม่ลืมหูลืมตา ฉับพลันน้ำป่าก็หลาก ไหลมาไม่ขาดสายมากขึ้น ๆ จนต้องลอยคอว่ายน้ำกระเสือกระสนเอาชีวิตรอด เสียงฟ้าร้องฟ้าฟาดจนแสบแก้วหู เปรี้ยงปร้าง ยอดไม้โอนเอนไปมา รู้อย่างเดียวว่า จะต้องหนีให้พ้นจากที่ตรงนี้ให้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว เพราะเหนื่อยจนจะขาดใจอยู่แล้ว สำนึกสุดท้ายบอกตัวเองว่า ต้องตายแน่เราต้องตายแน่ ๆ คราวนี้เองแต่ดีหน่อยที่แร่เหล็กน้ำพี้ยังมีอยู่ที่ตัวเราคงไม่เป็นไร ใจเริ่มชุ่มชื้นขึ้นบ้าง มีกำลังตะเกียกตะกายต่อไป มารู้ตัวอีกครั้ง เมื่อเกิดความรู้สึกแสบที่หน้าอก หัวใจปวดแสบปวดร้อนอ่อนเพลีย เหลียวกลับไปดูทิศทางที่ว่ายน้ำหนีมาแทบตายเมื่อครู่ ไม่เห็นว่าจะมีอะไร สภาพป่าคงอยู่ตามปกติ ไม่มีร่องรอยของน้ำป่าไหลหลากหลงเหลืออยู่เลย ถ้าเช่นนั้นก็แสดงว่า เราว่ายน้ำบก ไม่ใช่ว่ายน้ำจริง ๆ กล้ามเนื้อทุกส่วนยังคงกระตุกเต้นแขนขาสั่นเทา เมื่อยขบไปทั้งตัว ไม่ใช่ความฝันแน่นอน เมื่อพักเหนื่อยพอมีแรงก็เดินต่อไป จนถึงบ้าน เล่าเรื่องทั้งหมดที่ประสบมาให้คุณตาฟัง ท่านจึงบอกว่า ผิดตรงที่ไม่ได้บอกเจ้าพ่อก่อน ท่านหวง ท่านเป็นผู้ดูแล ถ้าท่านไม่ให้แล้วใครเอาไป ก็จะเกิดเภทภัยอาเพศต่าง ๆ นานา หลับก็ฝันเห็นแก่นุ่งขาวห่มขาว มาบอกเอาแร่ไปคืนที่เดิม บางคนละเมอเพ้อพก เจ็บป่วยอยู่เป็นแรมเดือน ผู้เฒ่าผู้แก่ต้องจัดทำพิธีขอขมาลาโทษ แล้วนำก้อนแร่เหล็กน้ำพี้ไปคืนที่เดิม ก็จะหายป่วยเป็นปกติดี มาจนถึงปัจจุบันนี้ ผู้ใหญ่มักจะสั่งสอนลูกหลานว่า อย่าไปเที่ยวเล่นหรือพูดจาระรานหมิ่นเหม่ แสดงถึงความไม่เคารพต่อเจ้าพ่อ ที่บ่อเหล็กน้ำพี้เป็นอันขาด
          เจ้าพ่อล้มควาย ที่บ้านน้ำพี้ เมื่อถึงปิวาระ ชาวบ้านจะจัดพิธีรดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ ตลอดถึงพิธีพิเศษให้กับเจ้าพ่อบ่อพระแสง เป็นประเพณีบวงสรวง จะจัดทำทุกปีเพื่อแสดงความเคารพ ที่เคยบนบานศาลกล่าว ให้เจ้าพ่อช่วยปกป้องคุ้มครองช่วยเหลือ ในฐานะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณกาล ก็มาทำการแก้บน มีชาวบ้านคนหนึ่งบนบานกับเจ้าพ่อว่า ถ้ากิจนี้ สำเร็จ ด้วยบารมีของเจ้าพ่อเมตตาอนุเคราะห์ข้าน้อยจะให้ควายด่อน (หมายถึงควายสีเผือก) แก่เจ้าพ่อหนึ่งตัว กล่าวกันว่าพอเสร็จกิจ ผู้บนได้จุดธูปปักบอกกล่าวเจ้าพ่อ แล้วเดินไปแก้เชือกควายด่อน ที่ผูกเชือกหลุด มันจะวิ่งลัดออกไปยังบ่อเหล็กน้ำพี้ เมื่อถึงก็ล้มลง ขาดใจทันทีเรื่องนี้ผู้เล่าบอกว่า เป็นความจริงได้ยินจากปากคนทรงว่าไม่ต้องล้มมันเจ้าพ่อล้มเอง
          หญิงสาวถูกถีบ วันหนึ่ง มีผู้มาแก้บนศาลเจ้าพ่อโดยใช้ร่างทรง และมีการล้มควายด่อนแก้บนด้วย เพราะทราบว่าเจ้าพ่อท่านชอบเนื้อควายด่อน ชาวบ้านจึงช่วยกันทำลาบลู่ (ลาบดิบผสมเนื้อสด) กาละมังใหญ่พร้อมกับเครื่องเซ่นไหว้อื่น ๆ อีกหลายอย่าง เมื่อถึงเวลา หญิงสาวคนหนึ่งก็อาสายกกาละมังไปถวาย พอขึ้นไปถึงศาลเจ้าพ่อ ยังไม่ทันวางกาละมัง ก็ปรากฏว่าหญิงสาวที่ยกกาละมังนั้น หงายท้องตีลังกา ตกลงมาจากศาลในลักษณะไม่เป็นท่า พอลุกขึ้นได้ก็เล่าให้ฟังว่า ได้เห็นแวบเดียวเหมือนเท้าใครคนหนึ่งถีบยันเต็มหน้า พรวดเดียวหลบไม่ทันเลย ร่างทรงบอกว่า มันไม่เคารพเข้า บังอาจจกควักกินก่อนเอามาให้ กูต้องสั่งสอนมัน และไม่ยอมรับเครื่องเซ่นไหว้ในครั้งนี้ด้วย หญิงนั้นยอมรับว่าเป็นความจริงตามที่เจ้าพ่อว่าทุกประการ
          ความเชื่อในเรื่องเกล็ดปลีกย่อยเกี่ยวกับเหล็กน้ำพี้ และศาลเจ้าพ่อพระแสงยังมีอีกมากมายเรื่องที่ถูกลืม เลือนไปหมดแล้ว ประชาชนคนรุ่นใหม่นอกจากจะไม่ค่อยใส่ใจแล้ว ยังว่าจะแสวงหาผลประโยชน์จากความเชื่อนั้น ความเชื่อเรื่องเหล็กน้ำพี้ที่กล่าวมานี้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะพาท่านมาหลงใหลในเรื่องไสยศาสตร์ใด ๆ ทั้งสิ้น และไม่มีเจตนาที่จะทำให้สารคดีเรื่องนี้เป็นเรื่องงมงาย แต่เป็นสารคดีทางวิชาการด้านโบราณคดีของบ่อแร่เหล็กน้ำพี้ ซึ่งเป็นเหล็กกล้าของไทยและมีชื่อเสียงเลื่องลือมาแต่สมัยโบราณ จนทำให้คนไทยรุ่นปัจจุบันอาจไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง หรือเชื่อแต่ว่าเป็นเพียงนิยายที่เล่าลือกันมาในอดีตเท่านั้น การเขียนสารคดีเรื่องนี้ หวังแต่จะรวบรวมคำบอกเล่า ข้อเขียนและบทความต่าง ๆ ที่มีบันทึกไว้มาเสนอ รวมไว้ในเรื่องเดียวกัน
          ความเชื่อเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ในสังคมไทย เรื่องของเหล็กน้ำพี้ก็เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นของความเชื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมาย ที่ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมาความชื่อเหล่านั้นจะเป็นจริงหรือไม่จริงตามคำบอกเล่าและเหตุการณ์ ตนเองเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ อย่าให้ผู้อื่นมาตัดสินความเชื่อให้กับเรา
          ความเชื่อทั้งหลายสามารถทำให้คนเป็นคนเลวก็มี กลายเป็นคนดีก็มาก ทำให้ตกทุกข์ได้ยากก็ได้ ทำให้กลายเป็นเศรษฐีก็มีมาก ทั้งหญิงชายขอให้เชื่อเถิดว่าทำดีต้องได้ดี
          ผลของการศึกษาวิจัยโลหะวิทยาของเหล็กน้ำพี้
          จากการศึกษาวิจัยทางโลหะวิทยาของเหล็กน้ำพี้ ของรองศาสตราจารย์ มนัส สถิรจินดา คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมโลหะการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเครื่องมืออันทันสมัยที่มีชื่อว่า X- ray Flucresence สรุปได้ว่า
          1.ธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบของเหล็กน้ำพี้ ซึ่งปรากฏชัดเจนได้แก่ เหล็ก(Fe) แมงกานีส(Mn) ซิลิคอน(Si) อลูมิเนียม(Al) ไทเทเนียม(Ti) และธาตุอื่น ๆ รวมอยู่ด้วยประมาณ 20 ชนิด ในจำนวนธาตุดังกล่าวพบธาตุแปลก ๆ เช่น เซอร์โคเนียม (Zr) โนรอน(B) ดีบุก (Pb) ไนโอเนียม (Nb) โคบอลท์ (Co) และอาร์เซนิค เป็นต้น
          2.เหล็กน้ำพี้มีความแข็งและเหนียวที่ไม่มีผลมาจากธาตุคาร์บอน (C) เพียงธาตุเดียวเหมือนอย่างเหล็กกล้าทั่ว ๆ ไปที่ผลิตตามกรรมวิธีสมัยใหม่ที่รู้จักกันในปัจจุบัน แต่เหล็กน้ำพี้เกิดมาจากส่วนผสมของธาตุ แมงกานีส (Mn) อันทำให้เนื้อเหล็กมีความแข็งแรงสูงและมีความเหนียวมากกว่าเหล็กทั่วๆ ไป
          3. การตกผลึก (Precitation) ของธาตุบางชนิดที่จับตัวแทรกอยู่ในเนื้อเหล็กน้ำพี้ ซึ่งใช้กล้องขยายที่มีกำลังขยาย 1,300 เท่า จึงสามารถมองเห็นได้ ทำให้ทราบว่าเหล็กน้ำพี้มีความแข็ง (Hardness) อยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก
          4. ความแข็งคมของเหล็กน้ำพี้ น่าจะเป็นไปในลักษณะของการชุบแข็งผิ อันเกิดจากการเผาด้วยถ่านไม้และนำมาตีซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยธาตุคาร์บอนจะแพร่ซึมเข้าตามบริเวณผิวและมีผลทำให้เหล็กน้ำพี้มีความแข็ง ภายหลังการชุบแข็งความร้อนแล้ว
          5. คุณสมบัติที่ทำให้เหล็กน้ำพี้ไม่เป็นสนิม มีสีเขียวคล้ายกับปีกของแมลงทับ เชื่อว่าน่าจะมาจากการเกิดออกไซด์ของเหล็ก และธาตุบางตัวในเหล็กน้ำพี้ ในขณะที่เผาแล้วดีออกไซด์เหล่านี้จะเกิดบริเวณที่พื้นผิวและเกาะกันหนาแน่นทำให้มองเห็นเป็นสีเขียว และป้องกันไม่ให้เกิดสนิมต่อไปได้ เช่น อลูมิเนียมออกไซด์และโครเมียมออกไซด์ เป็นต้น
          6. กรรมวิธีผลิตเหล็กกล้าที่มีคุณสมบัติพิเศษของเหล็กน้ำพี้ คือ มีทั้งความแข็งแรงและความเหนียวตามหลักวิชาการเรื่อง Composite steel ที่กล่าวว่าเป็นเหล็กที่ประกอบด้วยโครงสร้างของเหล็กอ่อนร่วมกับโครงสร้างของเหล็กแข็งแทรกตัวรวมกันอยู่ เช่น ปรากฏชื่อทางการค้าว่า Ferro – Titanit จากบริษัทไทเซนของเยอรมันตะวันตก โดยเผาผงเหล็กผสมกับผงไทเทเนียมคาร์ไบด์แล้วนำมาอัดด้วยแรงสูงให้เป็นรูปร่างที่ต้องการแล้วนำไปเผาที่อุณหภูมิสูง ๆ เพื่อทำให้เกิดแรงยึดเหนี่ยวระหว่างผงโลหะ ทั้งสองลักษณะเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่าเหล็กน้ำพี้ของไทยก็เป็นเหล็ก Composite steel ได้เช่นเดียวกัน เพราะประกอบด้วยเหล็กเนื้ออ่อนผสมกับผงผลึกเล็กๆ ของอินคลัสชัน คือสารเจือปนที่เกิดขึ้นในขณะทำการหลอมเหล็กและฝังอยู่ในเนื้อเหล็กที่ประกอบด้วยแมงกานีสกับโครเมียม
          7. คุณสมบัติของดาบเหล็กน้ำพี้ ปรากฏว่ามีลวดลายอยู่กระจัดกระจายอยู่ตามบริเวณพื้นผิวและภายในเนี้อเหล็ก ซึ่งปรากฏร่องรอยฝังอยู่ แม้จะขัดเนื้อเหล็กให้ลึกลงไปขนาดใหนก็ตามก็ไม่สามารถลบลายได้ เนื่องจากมีสารอินคลัสชันขนาดโตแทรกอยู่ในเนื้อเล็ก ซึ่งนักปกตรองไทยแต่สมัยโบราณรวมทั้งศรัตราวุธของพระมหากษัตริย์ที่ทำด้วยเหล็กน้ำพี้และยังได้รับการยืนยันจากการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังพบหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า เหล็กน้ำพี้มีคุณภาพเยี่ยมไม่แพ้เหล็กกล้าชั้นดีของประเทศต่างๆ เช่น
          ญี่ปุ่น มีดาบซามูไร ที่แสดงถึงศิลปอารยธรรมของชนชั้นปกครอง
          อาหรับ มีดาบมัสกัส ที่แสดงถึงศิลปอารยธรรมของชนชั้นปกครอง ไทยได้รับการยืนยันแน่นองแล้วว่า ดาบน้ำพี้ คือเครื่องหมายที่แสดงถึงศิลปอารยธรรมของชนชั้นปกครองของไทยแต่สมัยโบราณ
          การสร้างดาบเหล็กน้ำพี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
          เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนม์พรรษาครบ 5 รอบ ในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2535 ทางจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยความเห็นชอบของพ่อค้า ประชาชน หน่วยงานต่างๆ ของรัฐ จึงมีดำริจะจัดสร้างดาบน้ำพี้ใหญ่ที่สุดในโลก ประดิษฐานไว้ ณ อาคารสำนักงานเหล่ากาชาดของจังหวัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์อยู่ 4 ประการ คือ
          1. เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนม์พรรษา 5 รอบ ในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2535
          2. เพื่ออนุรักษ์เหล็กน้ำพี้ เหล็กกล้าโบราณของไทย ซึ่งกำลังจะสูญหายไปจากแผ่นดินไทยและมีอยู่เพียงแห่งเดียวในโลก ที่บ้านน้ำพี้ ตำบลน้ำพี้ อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ เท่านั้น
          3. เพื่อเชิดชูดาบไทยซึ่งเป็นอาวุธที่บรรพบุรุษไทยในอดีตได้ใช้ต่อสู้กับศัตรูจนแผ่นดินคงความเป็นเอกราชตราบทุกวันนี้
          4. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดอุตรดิตถ์ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2534 นายชัยวัฒน์ อรุโณทัยวิวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ได้มอบหมายให้นายสุขสันต์ วนะภูติ นายอำเภอทองแสนขัน ไปซื้อเหล็กน้ำพี้จากราษฎรบ้านน้ำพี้ ในราคากิโลกรัมละ 500 บาท แต่ปัจจุบันนี้ประมาณ 1,000 บาท โดยมีนายเสงี่ยม มีแก้วแกม ราษฎรบ้านน้ำพี้ ผู้ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบเพื่อให้ได้เหล็กน้ำพี้แท้ ทางจังหวัดได้ซื้อเหล็กน้ำพี้ได้ทั้งหมด 557.8 กิโลกรัม รวมเป็นเงิน 278,000 บาท ใช้เวลาถึง 6 เดือน ในการรวบรวมนำไปหล่อเป็นดาบน้ำพี้ใหญ่ที่สุดในโลก
          การสร้างดาบน้ำพี้ใหญ่ที่สุดในโลกได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ดาบมีความยาว 9.24 เมตร มีน้ำหนักประมาณ 450 กิโลกรัม รวมราคาค่าจัดสร้างทั้งหมด 1,050,000 บาท ประดิษฐานที่อาคารสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดอุตรดิตถ์ ในเวลา 24.00 น. คืนวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2535 ตอนใกล้รุ่งคืนนั้นฝนก็ได้เทลงมาเหมือนฟ้ารั่วอีกครั้งหนึ่ง
          ในการแกะสลักลายไทยและลงอักขระตัวอักษรขอมบนดาบเริ่มสลัก เมื่อวันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2535 มีช่างสลักลาย ชื่อนายดำ ได้นั่งคล่อมดาบ เพื่อแกะสลักลาย หลังจากนั้นเมื่อตื่นนอนในตอนเช้าวันถัดมา ได้ปรากฎรอยแดงเป็นเส้นขนาดปลายนิ้วก้อย 9 เส้น พาดบนแผ่นหลังช่างผู้นี้ เหมือนรอยถูกตีหรือถูกเฆี่ยนด้วยหวายแบบนักโทษในสมัยโบราณ เมื่อช่างดำได้จุดธูปบอกกล่าวขอขมาแล้วรอยแดงค่อยๆ จากหายไปในเวลาต่อมาโดยไม่ต้องให้ยารักษาแต่อย่างใด
          การสร้างดาบน้ำพี้ใหญ่ที่สุดในโลกครั้งนี้ จังหวัดอุตรดิตถ์ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกฝ่ายทั้งส่วนราชการและเอกชน ทำให้การสร้างสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีผลิตภัณฑ์จากเหล็กน้ำพี้
          ในปัจจุบันนี้ชาวบ้านน้ำพี้ ตำบลน้ำพี้ อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ใช้เวลาว่างจากการประกอบอาชีพหลัก มาทำผลิตภัณฑ์จากเหล็กน้ำพี้ เช่น ลูกประคำเหล็กน้ำพี้ พระเครื่อง และดาบเหล็กน้ำพี้ ลูกประคำเหล็กน้ำพี้ กรรมวิธีในการผลิตลูกประคำ มี 10 ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่
          1. นำแม่เหล็กไปดูดแร่เหล็กน้ำพี้ที่บริเวณข้างๆ ศาลเจ้าพ่อบ่อเหล็กน้ำพี้ ซึ่งเป็นบริเวณที่อนุญาตให้ชาวบ้านสามารถนำเอาแร่เหล็กไปใช้ได้ สงวนไว้เฉพาะชาวบ้านน้ำพี้ที่จะนำไปทำเป็นวัตถุมงคลเท่านั้น
          2. นำแร่เหล็กที่ดูดมาได้ มาตำให้ละเอียดเป็นผง โดยชาวบ้านใช้ปูนหล่อทำเป็นครก ซึ่งมีลักษณะที่แข็งแรง หนา และมีน้ำหนักมาก
          3. นำผงแร่เหล็กมากรองด้วยลานสีเขียวหรือตะแกรง 1-2 ครั้ง เพื่อให้ได้ผงเหล็กที่ละเอียดที่สุด
          4. ขุดดินซึ่งอยู่บริเวณถัดจากศาลของเจ้าพ่อบ่อเหล็กน้ำพี้ บริเวณนั้นชาวบ้านเรียกว่า หนองปล้อง และต้องนำเอาดินเฉพาะที่ตรงนี้เท่านั้นไปทำ เพราะถ้านำดินจากที่อื่นไปทำ จะได้คุณภาพที่ไม่ค่อยดี เนื่องจากดินบริเวณอื่นผสมเข้ากับแร่เหล็กน้ำพี้แล้ว จะไม่ดีเท่าไหร่นัก เมื่อปั้นทำให้แตกง่าย เหตุนี้ชาวบ้านจึงต้องใช้เฉพาะดินที่หนองป้องนี้เท่านั้น ซึ่งเป็นดินที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากที่อื่นคือ มีความเหนียวมาก เนื้อดินเป็นไข สามารถผสมเข้ากับแร่เหล็กน้ำพี้ได้เป็นอย่างดี
          5. นำดินที่ขุดมาได้ มาแช่น้ำให้แตกตัวหรือละลาย แล้วกรองด้วยลานสีเขียวหรือตะแกรง จะได้แต่น้ำดินที่มีลักษณะเป็นโคลน
          6. นำผงแร่เหล็กน้ำพี้มาผสมกับดินในอัตราส่วน แร่ 2 ส่วน ต่อดิน 1 ส่วนแล้วนวดจนเข้ากันดี
          7. นำดินที่เตรียมสำเร็จแล้วมาปั้นเป็นรูปต่างๆ โดยชาวบ้านไช้เครื่องตัดดินเพื่อให้มีขนาดเท่ากันก่อน โดยปั้นเป็นรูปกลมๆ หรือทรงกระบอกอันเล็กๆ เพื่อทำเป็นสร้อยข้อมือ แล้วร้อยด้วยเข็มร้อยมาลัยซึ่งต้องชุบน้ำมันเพื่อไม่ให้ติดมือ ถ้าต้องการขนาดใหญ่ ชาวบ้านจะนำเาซี่ลวดรถจักรยาน มาฝนปลายให้แหลมแล้วร้อยให้ทะลุทุกลูก รอให้แห้โดยการผึ่งแดด
          8. เมื่อแห้งแล้วก็นำมาเผา โดยวิธีการเผานี้เป็นเทคนิคของชาวบ้านน้ำพี้ที่ใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน การเผาของชาวบ้านจะใช้ถ่านไม้ ซึ่งส่วนมากจะได้จากข้อไม่ไผ่แล้วชาวบ้านจะนำเอาปีบ เจาะรูให้รอบ ๆ ด้วยตะปู แล้วนำถ่านที่ติดไฟ มาใส่รองด้านล่าง จากนั้นก็นำลูกประคำที่เตรียมไว้ใส่ตามลงไป แล้วสลับด้วยถ่านกับแร่เหล็กน้ำพี้ไปเรื่อยๆ จนเต็มภาชนะ รอให้ไฟดับสนิท และแร่เหล็กเย็นตัวจะได้ลูกประคำที่มีสีแดงเข้มขึ้นกว่าเดิม และมีวิธีการทดสอบคุณภาพคือ นำแร่เหล็กที่ผ่านการเผาแล้วไปแช่น้ำ ถ้ามีคุณสมบัติดี ดินจะไม่แตกละลายออกมา รูปร่างจะคงเดิมทุกประการไม่ว่าจะแช่ไว้นานแค่ไหนก็ตาม
          9. วิธีการย้อมสีโดยนำเอาลูกประคำแร่เหล็กน้ำพี้มาร้อยด้วยเส้นเชือก แล้วนำมาชุบสีที่เตรียมไว้ สีที่นิยมใช้กันอยู่มากมี 4 สี คือ
                1. สีประดู่ เบอร์ 2
                2. สีโอ๊ก เบอร์ 4
                3. สีดำ เบอร์ 5
                4. สีเหลือง เบอร์ 7
          เมื่อชุบสีแล้วก็นำไปแขวนตากแดดไว้ในที่โล่ง หรือกลางแดด รอให้แห้ง แล้วตากอีก 3 ครั้งทุกสี
          10. นำมาร้อยด้วยเส้นเอ็นให้เป็นพวง โดยใช้ไหมพรมสีแดงมัดแล้วจึงนำไปปลุกเสก เท่านี้ก็เป็นการเสร็จวิธีการทำลูกประคำผสมแร่เหล็กน้ำพี้ ตามภูมิปัญญาของชาวบ้านน้ำพี้ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเหล็กน้ำพี้ที่แท้จริง มีเพียงแห่งนี้แห่งเดียวเท่านั้น วิธีทำพระเครื่องเหล็กน้ำพี้
          เตรียมดินเหมือนกับการทำลูกประคำทุกอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่การทำพระเครื่องต้องใช้แม่พิมพ์ ซึ่งชาวบ้านคิดทำขึ้นเอง โดยการทาน้ำมันลงบนแม่พิมพ์ก่อน เพื่อไม่ให้ดินติดกับแม่พิมพ์ แล้วนำดินที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในแม่พิมพ์ กดให้แน่น ทำด้านหลังให้เรียบรอสักพักจึงดึงดินออกจากแม่พิมพ์ จะได้พระเครื่องเป็นไปตามแบบนั้น แล้วนำไปตากแดดให้แห้งจากนั้นก็นำไปเผาตามวิธีการเช่นเดียวกับการเผาลูกประคำ รอให้เย็นจึงนำไปชุบสี จะได้พระเครื่องที่มีสีสันสวยงามขึ้นดาบเหล็กน้ำพี้
          ดาบเหล็กน้ำพี้ที่ซื้อขายในปัจจุบัน มีขั้นตอนและกรรมวิธีการทำดังนี้
          1. นำเหล็กที่ขุดได้ไปผนึกให้เป็นแท่งดาบน้ำหนักที่ต้องการ เช่น 0.5 ก.ก. , 0.8 ก.ก. หรือ 1 ก.ก. ขั้นตอนการผนึกเหล็กน้ำพี้แต่ละก้อนใช้เวลาประมาณ 1 ซม.
          2. นำแงเหล็กน้ำพี้ที่ผนึกแล้วเข้าเตาเผาจนแดงได้ที่ นำขึ้นมาตี (จำนวนช่าง 2-3 คน) ช่วงนี้ไว้เลาตี 2 ซม. จึงจะได้รูปดาบตามที่ต้องการ เหล็กน้ำหนัก 0.8 ก.ก. จะตีเป็นดาบได้ความยาว 19 นิ้ว
          3. นำดาบที่ตีได้รูปแล้วมาขัดแต่งโดยการใช้ตะไบและเครื่องเจีย ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 1/2 ซม.
          4. เมื่อขัดแต่งดาบได้ที่ตามต้องการแล้ว ช่างตีดาบจะนำไปให้ช่างตอกอักขระลงอักษรให้ ขั้นตอนนี้ใช้เวลา 1/2 ซม. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของดาบถ้าลงอักขระมากจะใช้เวลานาน
          5. นำดาบที่ลงอักขระเรียบร้อยแล้วไปขัดแต่งและรมดำอีกครั้งหนึ่งจึงจะเสร็จขั้นตอนการทำดาบเหล็กน้ำพี้
          ดาบเหล็กน้ำพี้ 1 เล่ม จะใช้เวลาในการทำประมาณ 3-4 ซม. ทั้งนี้ไม่รวมตัว ฝัก ด้าม และฐานดาบ
          ดาบเหล็กน้ำพี้ที่ซื้อขายในปัจจุบัน ขนาดความยาว 19 นิ้ว ราคาจะอยู่ประมาณไม่ต่ำกว่า 2,500 บาท

     พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านบ่อเหล็กน้ำพี้
     ประวัติการสร้างพิพิธภัณฑ์เหล็กน้ำพี้
          ในปี พ.ศ. 2541 นายชัยพร รัตนนาคะ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้พิจารณาเห็นว่า บ่อเหล็กน้ำพี้เป็นแหล่งแร่ธรรมชาติที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สมควรที่จะพัฒนาปรับปรุงให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐานและเป็นแหล่งท่องเที่ยวบ่อเหล็กน้ำพี้ โดยดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์เหล็กน้ำพี้เพื่อจะแสดงกรรมวิธีการขุดหาแร่เหล็กการถลุงเหล็ก การตีเหล็ก และแสดงผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเหล็กน้ำพี้ และปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์บริเวณบ่อเหล็กน้ำพี้ให้เรียบร้อยและสวยงาม ซึ่งได้ดำเนินงานแล้วเสร็จทำพิธีเปิดในวันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม 2542
          รายนามคณะกรรมการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์เหล็กน้ำพี้
          นายชัยพร รัตนนาคะ        นายอุดม จิตรากร
          นายนันทชัย สุนทรพิพิธ        นายวิรัช พ่วงทิพากร
          นายทวีศักดิ์ จารุชาติ        นายวิฑูรย์ เฮียงก่อ
          นายอุดมศักดิ์ อรรถโกวิท        นายวิบูลย์ ทองสุข
          นายวรวุฒิ ทาแก้ว        นายพล อ๊อตบำรุง
          นายที สีสมุดคำ        นายทองคำ ครุฑแก้ว
          หัวหน้าส่วนราชการอำเภอทองแสนขันทุกคน
          ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้านในเขต ต.น้ำพี้ สมาชิก อบต. น้ำพี้ทุกคน

รายนามผู้บริจาคเงินและสิ่งของสร้างพิพิธถัณฑ์เหล็กน้ำพี้และปรับปรุง ภูมิทัศน์

1. เงินโครงการเงินกู้พิเศษฯ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2542 อบต. น้ำพี้
922,000 บาท
2. เงินกองทุนสร้างอาคารดาบน้ำพี้ใหญ่ที่สุดในโลก
900,000 บาท
3. องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำพี้
717,900 บาท
4. เงินโครงการพัฒนาตำบล (อบต.น้ำพี้) ปี 2542
263,800 บาท
5. องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อทอง
100,000 บาท
6. องค์การบริหารส่วนตำบลผักขวง
100,000 บาท
7. องค์การบริหารส่วนตำบลป่าคาย
100,000 บาท
8. นายธานินท์และนางเพิ่มพร วิชญกานต์
100,000 บาท
9. นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์
60,000 บาท
10. นายชูศักดิ์ สิงห์สมบูรณ์
60,000 บาท
11. บริษัท ยู ดี มาร์เบิ้ล จำกัด บริจาคหินก่อสร้างคิดเป็นเงิน
30,000 บาท
รวมเป็นเงินทั้งสิ้น
3,621,700 บาท
          
          ผู้ดำเนินงานก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์
          ผู้ดำเนินงานก่อสร้าง ห้างหุ้นส่วนจำกัด เชียงใหม่ 49 คอนสตรัคชั่น
          สถาปนิก นายพรศักดิ์ ขันคำกาศ
          บริษัท 22 DEC:ARCHITEC จำกัด
          คณะกรรมการตรวจการจ้าง นายวิรัช พ่วงทิพากร นายทวีศักดิ์ จารุชาติ
          นายไพศาล วิจิตรานนท์ นายวินัย พรมโชติ
          ผู้ควบคุมงาน นายไพศาล วิจิตรานนท์ นายวินัย พรมโชติ

     ประวัติศาสตร์ของชาวน้ำพี้
          เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2533 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินนำนักเรียนนายร้อย จปร. มาทัศนศึกษา ณ หมู่บ้านน้ำพี้ อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อทอดพระเนตรบ่อเหล็กน้ำพี้และเหล็กน้ำพี้ พร้อมทั้งทอดพระเนตรการสาธิตวิธีหลอมเหล็กน้ำพี้ เพื่อตีเป็นดาบด้วยความสนพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ราฎรอำเภอทองแสนขันได้มีโอกาสเฝ้ารอรับเสด็จชื่นชมพระบารมีของพระองค์ท่างอย่างใกล้ชิด ยังความปลื้มปิติแก่ผู้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จอย่างหาที่สุดมิได้
          สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของอำเภอทองแสนขัน
          1. ถ้ำดิน หมู่ที่ 10 บ้านถ้ำดิน ตำบลบ่อทอง อำเภอทองแสนขัน มีถ้ำน้อยใหญ่อยู่มากมาย อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ 2 กิโลเมตร การคมนาคมสะดวก
          2. ถ้ำจัน หมู่ที่ 1 บ้านน้ำหมีใหญ่ ตำบลผักขวง อำเภอทองแสนขัน มีถ้ำน้อยใหญ่มากมาย อาทิเช่น ถ้ำเจดีย์ ถ้ำเต่า บรรยากาศสวยงาม ถ้ำจันอยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ อยู่ระหว่างถนนสายป่าขนุน-วังผาชัน ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร จากถนนสายเด่นชัย-พิษณุโลก และถ้ำจันอยู่ห่างจากถนนเพียง 2 กิโลเมตร ทางเข้าสะดวก บริเวณถ้ำจันจะมีต้นไม้ชนิดหนึ่งคือต้นผาจัน ขึ้นอยู่เหนือบริเวณถ้ำจัน
          3. เขามัทรี อยู่หลังบ้านวังปรากฎ หมู่ 2 มีธรรมชาติสวยงาม ขณะนี้กำลังสำรวจอยู่ คาดว่าอีกไม่นานจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดอุตรดิตถ์



     อ้างอิง
     หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรม สำนักศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏอุตรดิตถ์
     สิ่งแวดล้อมสำหรับเยาวชน . เชียงใหม่ : โรงพิมพ์มิ่งเมือง, 2539
     อภิสิทธิ์ เอี่ยมหน่อ . ธรณีวิทยา . พระนคร : สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช, 2519
     สุวิทย์ โมนะตระกูล . ธรณีวิทยาทั่วไป . พระนคร : โรงพิมพ์เจริญวิทยากาพิมพ์, 2521